วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิสุทธิ 7 ประการ

วิสุทธิ 7 ประการ
วิสุทธิ 7 ประการ คือ จิตจะถึงความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจาก อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมมี 7 อย่าง คือ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพได้ด้วยความบริสุทธิ์ 7 ประการ

1. สีลวิสุทธิ คือ ไม่ละเมิดศีล 5 ศีล 8 หรือ ศีล 227 ข้อ ตามกำลังของท่าน
2. จิตตวิสุทธิ จิตจะสะอาดได้ก็กำจัดกิเลสร้ายคือ นิวรณ์ 5 ได้เด็ดขาด
3. ทิฏฐิวิสุทธิ คือ มีจิตเข้าใจมีความคิดเห็นตรง ไม่ขัดแย้งกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ความเห็นที่ว่าตายแล้วจิตสูญตามขันธ์ 5 หรือพระนิพพานเป็นอนัตตา เป็นความเห็นผิดไม่ตรงตามพระธรรมคำสอนที่พระองค์ว่า นิพพานนังปรมังสุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ถ้าจิตสูญสลายตามขันธ์ 5 นิพพานเป็นอนัตตาแล้วไซร้ จะเอาอะไรไปเป็นสุขอย่างยิ่งเล่า โลกนี้เป็นทุกข์เพราะ เป็นอนัตตา พระนิพพานเป็นสุข เพราะพระนิพพานไม่ใช่อนัตตาไม่ใช่ตัวตน คือ อมตะธรรมชาติที่วิเศษยิ่ง ไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีขันธ์ทิพย์แห่งกายเทพกายพรหม ไม่มีอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน บาปบุญกรรม ตามไม่ถึงอิสระเสรีตลอดกาล
4. กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ จิตจะบริสุทธิ์ ผุดผ่องสะอาดได้ด้วยหมดความสงสัยกังขาในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์สวัสดิโส ภาคย์ ที่พระองค์ท่านมีเมตตาต่อปวงชน สั่งสอนเทวดา พรหม คน สัตว์ ชี้แนะแนวทางแสงสว่างของชีวิตคือ พระนิพพาน ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระพุทธรูป (องค์แทนพระพุทธเจ้า) ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเข้าใจในพระธรรม คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ผู้นั้นเห็นองค์พระตถาคต ผู้ใดเห็นพระตถาคตผู้นั้นเห็นเข้าใจพระนิพพาน อยู่ในจิตในใจของทุกท่านเอง คือ จิตหลุดพ้นจากอวิชชา กิเลส ตัณหาอุปาทาน อกุศลกรรมทำชั่วไม่มี
5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ มีความรู้ความเข้าใจในความเป็นไปของจิต คือ ถ้าจิตใจยังผูกพันในอวิชชา ความไม่รู้ตามความเป็นจริงของชีวิต มีกิเลส โลภ โกรธ หลง มีตัณหาความอยาก มีบาปกรรมชั่ว ติดในรสอาหาร ก็ยังเวียนว่ายตายเกิดภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ มีนรก สัตว์เดรัจฉาน ผีเปรต คน เทวดา พรหม เวียนเกิดเวียนตายไม่มีวันหยุดยั้งจนกว่าจะจบกิจ มีจิตสะอาดเข้าพระนิพพานได้
6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ จิตสะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากอวิชชา กิเลส ตัณหาอุปาทาน ได้ด้วยการรู้ฉลาดเข้าใจตามความเป็นจริงของโลก ของร่างกายเป็นทุกข์เป็นโทษ เพราะแปรปรวนเสื่อมสลาย มีแต่ของสกปรก น่ารังเกียจเป็นของสมมุติ เป็นของปลอม เป็นภาพมายา หลอกหลอนให้จิตหลงตลอดเวลา เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความวางเฉยเห็นว่าเป็นธรรมดาของโลก ของขันธ์ 5 ไม่ทุกข์ไม่สุขไม่ยินดียินร้ายกับขันธ์ 5 คือ มี วิปัสสนาญาณ 10 อย่างนั่นเอง เป็นหนทางที่จะทำให้จิตสะอาดเป็นพระอรหัตตผลขีณาสพเจ้ามีจิตพระนิพพานพ้น จากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้ยังไม่ตายจิตก็เป็นสุขเลิศล้ำ ทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังเจ็บป่วยทุกข์ทรมานตามธรรมชาติของโลก จิตท่านไม่เกาะเกี่ยวกับความทุกข์ในขันธ์ 5 อีกต่อไป
7. ญาณทัสสนวิสุทธิ จิตสะอาดบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นจากพลังของญาณของสมาธิภาวนา พ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชาด้วยปัญญาที่เข้าฌาน 1-2-3-4 เป็นอัปปนาสมาธิกำลังแก่กล้า สำเร็จกิจตัดกิเลส อย่างอยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดเป็นพระอรหันต์ พระอริยบุคคลที่สูงสุดในพระศาสนาเรียกว่า สมาธิวิมุตติ สำเร็จกิจด้วยกำลังของฌานสมาบัติเป็นปัญญารู้รอบวิปัสสนาญาณ ตามความเป็นจริง
หัวใจของการเจริญพระกรรมฐาน
1. จุดประสงค์ขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ สอนพระกรรมฐานเพื่อให้พุทธบริษัทมีจิตเข้าถึงอริยมรรค คือ พระโสดาปฏิมรรค เป็นอย่างน้อยและถึงอริยผลคือพระอรหัตผลพ้นจากความทุกเวียนว่ายตายเกิด
2. เพื่อชำระล้างจิตใจให้สะอาดด้วยการกำจัดนิวรณ์ 5 ตัวที่ทำให้จิตสกปรกมี
กามราคะ หลงรักรูปสวยงาม เสียงกลิ่นรสสัมผัสนึกว่าเป็นของดี ที่จริงของสกปรกของอนัตตาทั้งสิ้น
ปฏิฆะ ความไม่พอใจไม่ชอบใจ ทำให้จิตเป็นทุกข์ไม่แจ่มใส เพราะความโกรธ ความพยาบาท น้อยใจหรืองอนก็คือความโกรธ
ความง่วงเหงาหาวนอน เวลาปฏิบัติธรรมทำความดี กิเลส ขี้เกียจ เข้ามาขวางทางให้ไปนอนอ้างไปทำอย่างอื่นหรือดูทีวีบ้าง
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ จิตซ่านไปทั่วจิตใจ ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นสังขารมารหรือ ขันธ์ 5 มาร จิตฟุ้งซ่านนอกเรื่อง พระองค์ให้ปราบจิตพยศฟุ้งซ่านด้วยให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเสีย ให้จิตตามลมหายใจเข้าออกนับ1-10 ดูลมกระทบจมูก-กระทบหน้าอก กระทบศูนย์เหนือสะดือ คือ กระบังลม ยกปอดขึ้น ยกปอดลง ถ้าจิตยอมอยู่กับลมหายใจได้เล็กน้อย 5-10 นาที โดยไม่คิดเรื่องอื่น ท่านเรียกว่า จิตอยู่ในฌานมีอารมณ์ดิ่งมั่นคงดีชนะกิเลสฟุ้งซ่าน
นิวรณ์กิเลสที่กวนใจไม่ให้เข้าถึงความดี ตัวที่ 5 คือ วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยไม่มั่นใจในพระธรรม คำสั่งสอนของพระภูมิพระภาคเจ้า ไม่มั่นใจในการปฏิบัติของตนว่า จะได้ผลตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนหรือไม่ ตัดความสงสัยด้วยการพิจารณาโลกนี้ เป็นทุกข์ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนหรือไม่ ถ้าร่างกายเป็นทุกข์เป็นโทษสกปรกจริง บาปบุญมีจริงตายแล้วไม่สูญหายยังมีนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน มีผลไปตามบุญตามบาปจริง เราศรัทธาในพระปัญญาในพระเมตตาคุณ ในพระวิสุทธิคุณว่าพระพุทธองค์บริสุทธิ์จริง เรารักเคารพศรัทธา พระพุทธองค์ผู้ล้ำเลิศประเสริฐจริง เราก็เลิกหายสงสัย ผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัยไม่คลอนแคลน คือ คุณสมบัติของพระโสดาบัน นอกจากมีศีล 5 ครบ เคารพพระรัตนตรัยด้วยใจจริงแท้ และมีพระนิพพานเป็นยอดปรารถนาของการเกิดเป็นคนก็เป็นผู้ครบพร้อมด้วยลักษณะ ของพระโสดาบัน เห็นความตายไม่กลัวตายเพราะจิตมีพระนิพพานเป็นที่ไป เป็นของง่ายไม่ต้องนั่งหลับตา อยู่ที่จิตตั้งมั่นเป็นทั้งสมาธิและวิปัสสนาญาณ
3. หัวใจหรืออุบายที่จะเข้าถึงมรรคผล คือ ไม่เคร่ง ไม่หย่อนขี้เกียจหรือขยัน จนเกินไป ทั้งเวลาทำสมาธิพิจารณาวิปัสสนาญาณ อย่าทรมานร่างกาย จิตใจจนเกินไป กายอยากนอน อยากกิน อยากหลับ ก็ปล่อยไปตามความสบายของร่างกาย จิตใจอยากคิกก็ให้มันคิดในด้านความเป็นจริง ใจอยากนิ่ง ๆ ไม่อยากคิดก็ให้ดูลมหายใจ ที่ถูกต้องทำจิตทำใจให้วางเฉยต่อความทุกข์ความสุขในโลก จิตใจปลอดโปร่งสบาย เป็นทางสายกลาง การที่จิตเราไม่ไปยุ่งวุ่นวาย
อภิธรรมหมวดที่ 7 คือโพธิปักขิยะสังคหะ
พระอภิธรรมอย่างย่อทั้ง 9 บท มี 9 อย่างคือ
คือต้นเหตุ 4 อย่างที่นำจิตให้ไปเกิดภพที่เป็นความทุกข์ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และคนมีวิบากกรรมสาหัส เหตุทั้ง 4 คือ (1) อวิชชา (2) กิเลสสังโยชน์ 10 อย่าง (3) ตัณหาความอยาก (4) อุปาทาน
ทำให้ทำบาปกรรมผิดศีล 5 ข้อ เป็นเหตุให้ไปเกิดในแดนนรก มีความทุกข์ทรมานแสนสาหัส
โพธิปักขิยะสังคหะ คือ ธรรมะที่เป็นกุศล ปฎิบัติตามแล้วยกระดับจิตให้สะอาดสดใสเบิกบานเป็นอริยบุคคลมีพระนิพพานเป็น จุดหมายเป็นปรมัตถธรรมหรือโลกุตตรธรรม
โพธิปักขิยะ 37 อย่างเป็นธรรมะที่ยกระดับจิตเป็นพระอริยเจ้าเข้าถึงพระนิพพาน คือ ความสุขยอดเยี่ยมตลอดกาลแบ่งเป็น 7 ข้อ คือ

(1)มหาสติปัฏฐาน 4 คือ
(1.1) กายานุปัสสนา จิตดูร่างกายสกปรกมีภาระหนักต้องดูแลรักษาแล้ว กายก็เจ็บทรมานตายเป็นอสุภะซากศพ มีจิตรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกเพื่อทำจิตให้มั่นคงเป็นสมาธิเพื่อเอาชนะ กิเลส เอาจิตไม่สนใจร่างกายมีความฉลาดรอบรู้ว่ากายไม่ดีไม่น่าหลงใหล ร่างกายเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง
(1.2) เวทนานุปัสสนา จิตพิจารณาดูความรู้สึกของกายของอารมณ์สุขหรือทุกข์ดูแล้วก็ละทิ้งเวทนาเพราะไม่แน่ไม่นอนไม่ใช่ของจริง
(1.3) จิตตานุปัสสนา เอาจิตเรานี่ดูอารมณ์ใจในขันธ์ 5 ตนเองว่า อารมณ์ใจคิดดี คิดชั่ว คิดฉลาดหรือไม่ ฉลาดคือ คิดตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างในโลกสูญสลายไม่ยืนยงตายหมด ถ้าจิตคิดชั่ว ก็ตัดออกไปเลิกคิด ทำจิตให้หลุดพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 อารมณ์ใจในขันธ์ 5 นั้นไม่ใช่อันเดียวกับจิต ไม่ควรยึดถือเอาเป็นของเรา ใจอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของอายตนะ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ควรปล่อยวางไม่ให้มาวุ่นวายกับจิต
(1.4) ธัมมานุปัสสนา จิตพิจารณาธรรม เพื่อ
- ป้องกันมิให้นิวรณ์มารบกวนจิต
- พิจารณาขันธ์ 5 ไม่ใช่ของจิต
- อายตนะ 6 มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่ของจิตเป็นเพียงวิญญาณอายตนะ 6
(2) โพชฌงค์ 7 ทำจิตให้มีโพชฌงค์ 7 อยู่ประจำใจเพื่อช่วยยกระดับจิตเป็นจิตพุทธะ คือ มีสติระลึกไว้ ธัมมวิจยะเลือกไตร่ตรองธรรมะที่ชอบที่ถูก วิริยะ เพียรพยายามระงับกิเลสที่เกิดขึ้นในใจ ปิติอิ่มเอมใจในการทำความดี ปัสสาธิ จิตสงบจากกิเลสตัณหาอุปาทานจิต ไม่วุ่นวายกับขันธ์ 5
สมาธิ จิตตั้งมั่นในอารมณ์ที่เป็นกุศลฉลาด มีสมาธิในกรรมฐาน 40 หรือมหาสติปัฏฐานสูตร
อุเบกขา มีจิตวางเฉยในความทุกข์สุขทางโลกเห็นเป็นของธรรมดาหมดความยึดติดในสามโลก
(3) อริยมรรค 8 อย่าง คือ ทางเดินของจิตเป็นทางเดินเข้าพระนิพพานที่ทำให้เป็นจิตอริยเจ้า พระอริยสาวกมี 8 ขั้น คือ
1. พระโสดาบันปัตติมรรค
2. พระโสดาบันปัตติผล
3. พระสกิทาคามีมรรค
4. พระสกิทาคามีผล
5. พระอนาคามีมรรค
6. พระอนาคามีผล
7. พระอรหัตตมรรค
8. พระอรหัตตผล
__________________

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น