วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คติธรรมนี้รวบรวมแก่นธรรมอันสําคัญยิ่งทางพุทธศาสนา

อันเมื่อบริกรรม ท่องบ่น เพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เครื่องพิจารณา

อันพึงมีความเข้าใจในความหมายของธรรมเหล่านี้ด้วย จึงจักยังผลอันยิ่งใหญ่ อันมี

อิทัปปัจจยตา


: แสดงธรรมอิทัปปัจจยตาที่ว่า เพราะเหตุนี้มี ผลเหล่านี้จึงเกิดขึ้น, เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ

ปฏิจจสมุปบาท


: เวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา หมายถึงเมื่อเกิดเวทนาขึ้นแล้ว อาจเกิดตัณหาความทะยานอยากหรือความไม่อยากต่อเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้น

สังขาร อันเกิดจาก อาสวะกิเลส เป็นเหตุปัจจัยร่วมกับ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด ทุกข์อุปาทาน (รายละเอียดใน ปฏิจจสมุปบาท)

อริยสัจ


: อันมี ทุกขอริยสัจ และทุกข์อุปาทานอันเป็นทุกข์ สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์,

นิโรธคือการพ้นทุกข์ มรรคคือทางปฏิบัติให้พ้นไปจากทุกข์

สติปัฏฐาน๔


: ทางสายเอกในการปฏิบัติ อันควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิตประจำวัน สติเห็นคือระลึกรู้ ธรรมใดก็ปฏิบัติธรรมนั้น

สติเห็นเวทนา หรือ เวทนานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน ๔(เห็นเวทนาในเวทนา), อันคือมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจ ในเวทนา

สติเห็นจิตตสังขาร(คิด,โทสะ ฯ.) หรือ จิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔(เห็นจิตในจิต) อันคือสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน จิตหรือจิตสังขาร(ความคิด ความนึก)

สติเห็นกาย หรือ กายานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นกายในกาย) อันคือฝึกสติและมีสติรู้เท่าทันอย่างเข้าใจใน กายหรือกายสังขาร เช่น สักว่าธาตุ๔ ฯลฯ.

สติเห็นธรรม ดังเช่น ธรรมานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔ (เห็นธรรมในธรรม) หรือสติเห็นปฏิจจสมุปบาท สติเห็นคือรู้เท่าทันและเข้าใจในธรรมดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ เพื่อให้เกิดปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)อันสําคัญยิ่งในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์

แล้วเป็นกลางวางทีเฉย(อุเบกขา) โดยการไม่เอนเอียงไปคิดนึกปรุงแต่งทั้งทางดีหรือชั่ว อันหมายถึงไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ กล่าวคือไม่ไปยึดทั้งในด้านดี(กุศล) หรือด้านร้าย(อกุศล)ในเรื่องนั้นๆ อันต่างล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา อันยังให้เกิดทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น