วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สติ ระลึกรู้เท่าทันระดับใด

สติ ควรระลึกรู้เท่าทันระดับใดในการปฏิบัติ ที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า ๒ x ๒ = เท่าใด, สติระลึกรู้เท่าทันเวทนา หรือจิตตสังขาร แม้กาย,ธรรมก็ฉันนั้น อันจักให้ผลยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ว่า

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ว่า ๒ x ๒ = ๔, เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง อันยังให้วิชชานั้นบริบูรณ์ในที่สุด

อนึ่งสติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ว่า ๒ x ๒ = ๖, เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ หรือเป็นอวิชชายังให้เกิดความเดือดร้อนในที่สุด

การปฏิบัติให้ได้ผลบริบูรณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้สติระลึกรู้อย่างเท่าทันในสิ่งที่ปัญญาไปเห็นเข้าใจ กล่าวคือเป็นมหาสติในกาย เวทนา จิต หรือธรรม, หรือเป็นมหาสติในปฏิจจสมุปบาทธรรม จึงเป็นสติดังในลักษณะที่จักอาราธนาธรรมคำสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี จากหนังสือ เทสรังสีอนุสรณาลัย เรื่อง "สิ้นโลก เหลือธรรม (นัยที่สอง)" (หน้า ๙๓) ที่ได้กล่าวถึงเรื่อง สติ ไว้ดังนี้

"จิต คือ ผู้คิดผู้นึกในอารมณ์ต่างๆ ที่รวมเรียกว่ากิเลสอันเป็นเหตุทำให้จิตเศร้าหมองนั่นเอง จึงต้องฝึกหัดให้มีสติระวังควบคุมจิต ให้รู้เท่าทันจิต ซึ่งคำนี้เป็นโวหารของพระกรรมฐานโดยเฉพาะ คำว่า " รู้เท่า " คือ สติรู้จิตอยู่ ไม่ขาดไม่เกินยิ่งหย่อนกว่ากัน สติกับจิตเท่าๆกันนั่นเอง คำว่า " รู้ทัน " คือ สติทันจิตว่าคิดอะไร พอจิตคิดนึก สติก็รู้สึกทันที เรียกว่า " รู้ทัน " แต่ถ้าจิตคิดแล้วจึงรู้นี้เรียกว่า " รู้ตาม " อย่างนี้เรียกว่าไม่ทันจิต ถ้าทันจิตแล้ว พอจิตคิดนึก สติจะรู้ทันที ไม่ก่อนไม่หลัง ความคิดของจิตก็จะสงบทันที.......ฯ."

คำว่า รู้เท่า รู้ทัน ตามที่ท่านหลวงปู่เทสก์กล่าวแสดงข้างต้นนั้น ถ้ายังไม่แจ่มแจ้ง ก็ลองย้อนระลึกรู้อดีต ในปัจจุบันชาติแต่สมัยอยู่ประถมต้นๆ ที่เมื่อคุณครูสอนเลข เรื่องการบวกลบคูณหารใหม่ๆ แล้วเมื่อถูกคุณครูหรือพ่อแม่ถามขึ้นว่า ๒ x ๒ เท่ากับเท่าใด? อาการที่ลังเลบ้าง คิดนึกเสียนานบ้าง คิดนึกไม่ออกบ้าง ตอบผิดบ้างตอบถูกบ้าง อาการไม่แน่ใจบ้าง นั่นแหละเหมือนอาการที่หลวงปู่เทสก์กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของรู้ตาม

ส่วนอาการในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อมีใครถามว่า ๒ x ๒ เท่ากับเท่าใด? แล้วสามารถตอบได้ทันทีอย่างมั่นใจจากการฝึกฝนอบรมและสั่งสมมาอย่างดีงามยิ่งว่า = ๔ นั่นแหละอาการรู้ทัน, รู้เท่าทัน, รู้เท่าทันจิต ด้วยอาการมหาสติ เพียงแต่ว่าการรู้เท่าทัน ๒ x ๒ นั้นไม่จัดเป็นมหาสติในทางธรรมหรือโลกุตระ ก็เพราะเป็นการระลึกรู้เท่าทันอย่างโลกๆหรือโลกิยะ ที่เป็นไปเพื่อยังประโยชน์แก่ขันธ์หรือชีวิตในปัจจุบันชาติเท่านั้น ยังไม่เป็นไปเพื่อการดับไปของทุกข์ ที่เป็นไปเพื่อการดับภพชาติอย่างโลกุตระ ที่ควรระลึกรู้อยู่ใน กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนดั่งการระลึกรู้ในสูตรคูณแม่ต่างๆอย่างเชี่ยวชาญชำนาญยิ่ง, อาจไม่คล่องแคล่วในบางสูตรคูณที่ไม่จำเป็นบางประการบ้าง อุปมาดั่งวิชชาทางโลกบางประการ ที่ชำนาญบ้างไม่ชำนาญบ้างเป็นธรรมดา

สติ ที่ท่านหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีได้กล่าวแสดงนี้ คือ สติที่ "รู้เท่า" "รู้ทัน" ที่จักบังเกิดผลอันยิ่ง กล่าวคือ รู้เท่าทันสังขาร(ในแง่หรือมุมมองปฏิจจสมุปบาท)ที่เกิดขึ้นจากอวิชชาร่วมกับความทรงจำ(สัญญาคืออาสวะกิเลส) หรือรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตสังขารต่างๆที่เกิดขึ้นในวงจร, ส่วนในสติปัฏฐาน ๔ ก็รู้เท่าทัน กาย เวทนา จิต ธรรม, ทั้ง ๒ ต่างล้วนดีงามยิ่ง จึงรู้เท่าทันแบบใด จึงขึ้นอยู่กับจริต สติ ปัญญา แนวทางปฏิบัติของตนที่สั่งสม เป็นสำคัญ

ในสติปัฏฐาน ๔ ที่ให้รู้ทันเวทนาหรือจิต(จิตสังขาร)ในขณะเกิดบ้าง แปรปรวนบ้าง ดับไปแล้วบ้าง กล่าวคือรู้ทันบ้าง รู้ตามบ้าง ระลึกรู้ภายหลังบ้าง หรือรู้ธรรมของจิตบ้าง(เช่นเกิดแต่เหตุปัจจัยใด) เพราะเป็นการฝึกฝนปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์อยู่ อันย่อมมิสามารถรู้เท่าทันเป็นมหาสติได้เป็นธรรมดาในขั้นแรกเหมือนกับขณะ เล่าเรียนในชั้นประถมต้น จึงต้องรู้ทันบ้าง รู้ตามบ้าง ระลึกรู้เมื่อดับไปแล้วบ้าง ระลึกรู้เห็นในสภาวธรรมของการเกิด การแปรปรวน การดับไปเป็นธรรมดาบ้าง เพราะทั้งฝึกสติ ทั้งสั่งสม ทั้งยังให้เกิดปัญญาเข้าใจในสภาวธรรมต่างๆ รวมทั้ง พระไตรลักษณ์ ฯลฯ. เมื่อมีสติดังนี้อยู่เนืองๆเป็นอเนก ย่อมกลายเป็นมหาสติขึ้นนั่นเอง

ส่วนในปฏิจจสมุปบาทนั้นก็เป็นไปเฉกเช่นเดียวกัน ที่ย่อมทั้งปัญญาย่อมยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งและไม่เท่าทันสังขารอันเกิดแต่อวิชชาร่วมกับอาสวะกิเลส ได้เท่าทันเป็นธรรมดาในการปฏิบัติขั้นต้นๆ แต่ก็่เพื่อการสั่งสม จึงต้องรู้ทันเวทนา(องค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาท)บ้าง เวทนูปาทานขันธ์และสังขารูปาทานขันธ์ที่เกิดขึ้นในองค์ธรรมชราบ้าง ดังนั้นในระยะแรกปฏิบัติจึงย่อมเป็นการรู้เท่าทันบ้าง รู้ตามบ้าง รู้เมื่อเป็นสุขเป็นทุกข์ดับไปแล้วบ้าง เป็นธรรมดา จนในที่สุดแล้วสติที่ใช้ร่วมกับปัญญาที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งอวิชชาที่ต้องปฏิบัติสั่งสมจนพัฒนาเป็นสติที่ต้อง "รู้เท่า" "รู้ทัน" สังขารกิเลสดังแสดงข้างต้นจึงเป็นที่สุดของการดับทุกข์ อันจักบังเกิดขึ้นจากการปฏิบัติด้วยความเพียรสั่งสมจนกล้าแข็ง แลเป็นมหาสตินั่นเอง อนึ่งการรู้เท่าทันสังขารกิเลสที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติแบบหยุดคิดหยุดนึก

หรือสติเป็นไปดังธรรมคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล จากหนังสือ "อตุโล ไม่มีใดเทียม" (น.๔๖๙)

".........ในทางปฏิบัติที่ว่า ปฏิบัติจิต ปฏิบัติใจ โดยให้ใจอยู่กับใจนี้ ก็คือให้มีสติกํากับใจให้เป็นสติถาวร ไม่ใช่เป็นสติคล้ายๆ หลอดไฟที่จวนจะขาด เดี๋ยวก็สว่างวาบ เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็สว่าง แต่ให้มันสว่างติดต่อกันไปตลอดเวลา เมื่อสติมันติดต่อกัน(webmaster- เป็นสัมมาสมาธิในการดับทุกข์อย่างแท้จริงคือจิตตั้งมั่น)ไปอย่างนี้แล้ว ใจมันก็มีสติควบคุมอยู่ตลอดเวลา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กับตัวรู้ตลอดเวลา" ตัวรู้ก็คือ "สติ" นั่นเอง หรือจะเรียกว่า "พุทโธ" ก็ได้ พุทโธที่ว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ก็คือตัวสตินั่นแหละ"

สติรู้เท่าทันในกายนั้น เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ คือละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น และเพื่อให้เกิดปัญญาคือนิพพิทาญาณในสังขารกายที่พิจารณา

สติรู้เท่่าทันในธรรม ก็ด้วยจุดประสงค์ คือละความดำริพล่าน จิตจึงตั้งมั่น และเพื่อให้เกิดปัญญาญาณจากธรรมต่างๆที่พิจารณาหรือรู้เท่าทันในขณะจิตนั้นๆ

ส่วนการมีสติรู้เท่าทันเวทนาและจิต หรือเรียกรวมกันสั้นๆทั่วไปกันว่า สติเท่าทันจิต นั้นก็เพื่อละดำริพล่าน และใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พร้อมการอุเบกขาอยู่เนืองๆเป็นอเนก จึงยังให้เกิดทั้งปัญญาญาณและมหาสติขึ้นในที่สุด

สติ ระลึกรู้เท่าทันระดับใดที่ยังผลอันยิ่ง

อุปมาดั่ง สติระลึกรู้เท่าทันว่า ๒ x ๒ = เท่าใด, สติระลึกรู้เท่าทันก็ฉันนั้น อันจักให้ผลยิ่ง

อนึ่งพึงระลึกรู้ว่า

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ ๒ x ๒ = ๔, เป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง อันยังให้ผลบริบูรณ์ต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด

สติระลึกรู้เท่าทันดังนี้ ๒ x ๒ = ๖, เป็นสติที่ประกอบด้วยมิจฉาญาณ อันยังให้เกิดความเดือดร้อนต่อขันธ์หรือชีวิตในที่สุด



ดังนั้นคงจะพอเห็นได้แล้วว่าความเร็วของสติในระดับใดที่ยังให้ผลอันยิ่ง

สตินี้จึงมีองค์ประกอบในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเจริญอิทธิบาท ๔ อีกด้วย กล่าวคือ

ไม่ย่อหย่อนเกินไป ไม่ต้องประคองเกินไป

ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

พนมพร
http://www.nkgen.com/438.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น