วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การปฏิบัติธรรมะขั้นสุดยอด

การปฏิบัติพระกรรมฐาน 4 แบบ ก่อนอื่นท่านควรทราบจุดประสงค์ หรือคุณประโยชน์ของการปฏิบัติกรรมฐาน

1. ต้องการให้อารมณ์สงัด เยือกเย็น ไม่มีวุ่นวาย จิตเป็นสุข ร่างกายแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บหาย ไม่แก่ง่าย มีคนรัก ไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ
2. ต้องการพ้นอบายภูมิ คือไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อย่างต่ำก็เกิดเป็นมนุษย์ชั้นดี มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคประสาท
3. ต้องการพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ไปเสวยสุขที่ถาวรแดนทิพย์พระนิพพาน ถ้าบุญวาสนาไม่ถึงนิพพาน ก็เป็นเทพเทวดา นางฟ้า พรหม มีความสุขกว่าเป็นคนมาก ไม่มีแก่ เจ็บ มีความปรารถนาสมหวัง ปฏิบัติธรรมต่อบนสวรรค์ ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ต่อไปก็นิพพานได้ไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
4. เพื่อยกระดับจิตของปุถุชนเป็นอริยบุคคล อย่างน้อยพระโสดาบัน อย่างสูงพระอรหันต์ คือ คนที่เดินทางเข้าอริยะธรรม เพื่อจิตสะอาด บริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมอง กำจัดโลภ โกรธ หลง ความไม่รู้จริง (อวิชชา) ตัณหา อุปาทาน คิดว่ากายทรัพย์สินเป็นของเรา ให้สูญสิ้นไปจากจิต
การจะเป็นพระอรหันต์ เข้าพระนิพพาน มีหลายพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ครบแบบปฏิบัติ พระกรรมฐานมี 4 แบบ แล้วแต่ความต้องการ เพื่อบรรลุมรรคผล เป็นพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี จนสูงสุดเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พระ จะมีความรู้ฐานะอย่างไหน ถ้าทำจริงก็เป็นพระอริยเจ้าได้ ทุกแบบแล้วแต่อุปนิสัย ชอบแบบไหน ทั้ง 4 รูปแบบก็มีจุดหมายปลายทางคือพระนิพพาน
1. แบบสุขวิปัสสโก
มีสมาธิเล็กน้อย อย่างมากต้องถึงปฐมฌาน รักษาศีลให้บริสุทธิ์ เจริญวิปัสสนาญาณ ดูร่างกายเราเป็นของสกปรก เป็นเพียงธาตุ 4 เป็นทุกข์เป็นโทษ เป็นภาระหนักน่าเบื่อหน่าย เป็นพระอรหันต์ หมดกิเลส แต่ไม่มีความรู้พิเศษ ทางเป็นทิพย์ ไม่เห็นพระนิพพาน แต่มีความเข้าใจนิพพานถูกต้องว่าไม่สูญสลาย มีสวรรค์ มีพรหม มีนรก ไม่เห็นผี ไม่เห็นเทวดา ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
2. แบบเตวิชโช
ท่านเจริญสมาธิจนถึงฌาน 4 พร้อมกับเจริญวิปัสสนาญาณ หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ พร้อมความรู้พิเศษ 3 อย่าง คือ
1) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติที่แล้ว ๆ มาได้
2) จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ที่ตายไปแล้วและเกิดมานี้ ตายแล้วไปไหนก่อนเกิดมาจากไหน
3) อาสวักขยญาณ รู้จักทำลายกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา ความโง่ ให้หมดไปเป็นพระ ขีณาสพ
กรรมฐานแบบมโนมยิทธิ ก็อยู่ในเตวิชโชควบกับฉฬภิญโญ การปฏิบัติก็รักษาศีล ฝึกสมาธิ ทางด้านอภิญญา เพ่งไฟ(เตโชกสิณ) เพ่งแสงสว่าง(อาโลกสิณ) เพ่งสีขาว(โอทากสิณ) ทำให้จิตเป็นทิพย์ สามารถรู้ในสิ่งที่ตามองไม่เห็น เช่น ระลึกชาติได้ รู้คนสัตว์เกิดตายจากไหน จะได้ไม่สงสัยว่า ตายแล้วสูญหรือไม่ ุ
3. แบบฉฬภิญโญ
เป็นนิสัยของผู้ชอบฤทธิ์ชอบเดช ฝึกฝนตนเองให้ได้เพื่อความรู้พิเศษ นอกจากชำระกิเลสให้หมดไป ท่านให้ฝึกในกสิณ 8 อย่าง ให้ชำนาญจนถึงฌาน 4 ให้คล่องแคล่ว
1) เพ่งธาตุดิน (ปฐวีกสิณ)
2) เพ่งธาตุน้ำ (อาโปกสิณ)
3) เพ่งไฟ (เตโชกสิณ)
4) เพ่งลม (วาโยกสิณ)
5) เพ่งสีเหลือง (ปีตกสิณ)
6) เพ่งสีเขียว (นีลกสิณ)
7) เพ่งสีแดง (โลหิตกสิณ)
8) เพ่งสีขาว (โอทากสิน)
คุณสมบัติที่ได้ คือ
1) อิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้
2) ทิพยโสต มีหูทิพย์ ฟังเสียงไกลหรือเสียงทิพย์
3) จุตูปปาตญาณ รู้การเกิด การตายของสัตว์ ตายแล้วไปไหน ไปเกิดที่ไหน
4) เจโตปริยญาณ รู้ความนึกคิดของคนและสัตว์
5) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติต่างๆ ที่ล่วงมาแล้วได้
6) อาสวักขยญาณ ทำอาสวะกิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา ให้หมดไปเป็นพระอรหันต์
4. แบบปฏิสัมภิทัปปัตโต
ท่านผู้ฝึกแบบนี้เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ ยิ่งกว่าท่านผู้ทรงอภิญญา 6 มีคุณธรรมพิเศษกว่าพระอรหันต์เตวิชโช และพระอรหันต์ฉฬภิญโญ หลายประการคือ
1) มีความสามารถทรงความรู้พร้อมในหัวข้อธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ครบถ้วน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยศึกษามาก่อน ทรงพระไตรปิฎก
2) มีความฉลาดในการขยายความในธรรมภาษิตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้โดยย่อ ให้พิสดารได้อย่างถูกต้อง ย่อความพิสดารให้สั้นเข้าโดยไม่เสียความเหมือนคน
3) สามารถเข้าใจคำพูดภาษาต่าง ๆ ในโลกได้ทุกภาษา ไม่ว่าภาษาคน หรือภาษาสัตว์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น