วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

การนั่งสมาธิ



ตามพุทธประวัติขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้น พระพุทธเจ้าได้เข้าวิปัสนา(อาจจะพิมพ์ไม่ถูก)หรือที่เรียกว่านั่งสมาธิ พระพุทธเจ้าได้ใช่เวลาหลายปีในการนั่งสมาธิ แต่ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ตรัสออกมาว่า นี่ไม่ใช่ทางหลุดพ้น และตามพุทธประวัตินั้น หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ออกฉุดช่วยคน โดยการเผยแพร่พระธรรมคำสอน หลักจากนั้นตามพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อหาหนทางของการหลุดพ้นอีก แต่ที่เราเห็นพระพุทธเจ้ายังนั่งสมาธิอยู่ เพราะพระพุทธเจ้าท่านย้อนมองส่องตน คืออะไร ย้อนมองส่องตนก็คือ การที่เรานั้นได้ย้อนมองตนเอง มองถึงสิ่งที่เราทำ
มีอยู่ครั้งนึงที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามกับภิกษุรูปนึงว่า "นั่งสมาธิไปเพื่ออะไร" ภิกษุรูปนั้นตอบไปว่า "เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้น" พระพุทธเจ้าจีงตรัสเป็นปริศนาธรรมว่า "ถ้าหากท่านกำลังนั่งเกวียนอยู่ ถ้าเกวียนไม่เดิน ท่านจะตีวัว หรือว่าตีเกวียน" พระภิกษุเข้าใจทันที่ เพราะ เกวียนก็คือ"กายสังขาร" วัวก็คือ"จิตญาณ" แต่ภิกษุก็ยังมีความข้องใจอยู่ว่าทำอย่างไรถึงจะไปนิพพานได้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถามกับภิกษุว่า "เมื่อท่านละกายสังขารไป ท่านสามารถเอาอะไรไปได้มั่ง" ภิกษุตอบว่า"จิตญาณ และกรรมขอรับ" "แล้วถ้าเจ้าละสังขาร และอยากเข้าสู่นิพพาน เจ้าจะต้องละสิ่งใด" ภิกษุตอบว่า "กรรมขอรับ" "ใช่แล้ว เพราะว่านิพพานก็คือความว่าง หรืออีกนัยหนึ่งคือเอกภาพ จะเข้าสู่นิพพานได้จะต้องมีเพียงหนึ่งเท่านั้นก็คืจิตญาณ หากมีกรรมหนัก กรรมนั้นก็จะดึงเจ้าให้เข้าสู่ในวัฏฏะสงสารต่อไป" ภิกษุจึงถามต่อว่า "แล้วเราจะรู้ได้ไงว่ากรรมเราหนักหรือไม่" พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะวิธีว่า "งั้นเอาแบบนี้ เจ้าจงเตรียมตุ่มใส่น้ำมา 1 ใบ วันไหนที่เจ้าทำความดีให้ใส่น้ำลงไป 1 ช้อน วันไหนที่เจ้าทำไม่ดี ให้เจ้าใส่เกลือลงไป 1 ช้อน ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเจ้าลองชิมดู หากว่าน้ำเค็มก็แสดงว่าเจ้านั้นกรรมหนัก หากว่าจืด ก็แสดงว่าเจ้านั้นได้ว่างแล้ว อันว่านิพพานนั้นคือความว่าง นั่งสมาธินั้นไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่หากเจ้านั่งหลับหูหลับตาอยู่แบบนี้ตลอดเวลา แล้วพระธรรมคำสอนนี้จะถึงแก่เวไนยได้หรือ การสร้างบุญมีอยู่ 3 ทาง เจ้าก็รู้ ทรัพเป็นทาน วิทยาธรรมเป็นทาน และแรงกายเป็นทาน หากเจ้ายังนั่งสมาธิอยู่เป็นนิจ แล้วเจ้าจะได้สร้างทานข้อได้ การฉุดช่วยคนบุญกุศลมหาศาล ฉุดช่วยคน เห็นคนอื่นเหมือนเห็นตัวเรา ทำข้อผิดพลาดไปแก้ไข นี่ถึงจะเป็นวิถีแห่งนิพพานที่แท้จริง"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น